มาจับผิดหุ้นกัน??

การ “จับผิด” ตัวหุ้นที่มองเห็นได้ง่ายและก็แจ่มกระจ่างที่สุดน่าจะเป็นเรื่องของจำนวนการค้าขายหลักทรัพย์ในตลาดวันต่อวัน


หุ้นตัวไหนที่มีจำนวนการค้าขาย “มากยิ่งกว่าธรรมดามากมาย” นั้นคงจะวัดจากจำนวนการค้าขายหุ้นเทียบกับ Market Cap. ของหุ้นของบริษัท โดยปกติ ผมมีความรู้สึกว่าหุ้นที่มีจำนวนการค้าขายต่อวันสูงขึ้นยิ่งกว่า 1% ก็คงจะนับได้ว่าเป็นหุ้นที่มีการ “เก็งกำไร” สูง ซึ่งก็คือว่ามีคนเล่นหุ้นตัวนั้นมากมาย เป็นซื้อหุ้นมาเพื่อจะขายต่อทำเงินอย่างเร็ว พวกเขาอาจจะมิได้นึกถึงเรื่องของเบื้องต้นของกิจการค้านักแม้กระนั้นมักย้ำที่ข่าวสารหรือ “สตอปรี่” ของบริษัทที่ชอบไม่ค่อยใช่หรือเป็นได้ยาก ด้วยเหตุผลดัง กล่าว หวยหุ้น เวลาพวกเราพินิจพิจารณาหุ้นกลุ่มนี้ พวกเราบางครั้งก็อาจจะต้องระมัดระวังว่า ราคาหุ้นบางครั้งก็อาจจะสูงขึ้นยิ่งกว่าราคาฐานรากหากเรื่องราวต่างๆนั้นได้โอกาสที่จะไม่เกิดขึ้นหรือเปล่าเสร็จสูง อย่างไรก็ดี จำนวนจำนวนการค้าขายหุ้นนี้ก็อาจควรมีการคาดการณ์ว่ามันสูงเกิน 1% ไปๆมาๆกน้อยมากแค่ไหน เหมือนกัน พวกเราจะต้องมองว่าจำนวนหุ้นหมุนวนในตลาดของหุ้นตัวนั้นคืออะไร เนื่องจากว่าถ้าเกิดหุ้นหมุนวนนั้นมีน้อยเป็นต้นว่า มีเพียงแค่ 10 กว่าเปอร์เซ็นต์ อัตราการค้าขาย 1% ก็จะยิ่งมองสูงมากขึ้น แม้กระนั้นหากหุ้นหมุนวนสูง อัตรา 1% ต่อวันก็บางครั้งก็อาจจะยอมรับได้
การจับผิดในด้านของราคาหุ้นนั้น สิ่งที่ผมจะมองก็คือ “ความปั่นป่วนของราคาหุ้น” โดยยิ่งไปกว่านั้นที่ “เร่าร้อน” มากมายๆนั้น ราคาที่ปรับนิสัยขึ้นหรือลงชอบสูงยิ่งกว่าธรรมดามากมาย บางวันกระโจนขึ้น 3-5% โดยที่ไม่มีเรื่องราวอะไรเลยหรือมีแต่ว่าข่าวสารที่มิได้น่าระทึกใจในด้านของฐานราก ยกตัวอย่างเช่น ผู้บริหารหรือ “ศูนย์ข่าว” คาดว่าผลกำไรสามทองนี้จะ “โต” ฯลฯ ลักษณะของราคาหุ้นที่ดีดตัวขึ้นแรงเป็นบ่อยนั้น สิ่งที่ผมวิตกกังวลก็คือ มันบางครั้งอาจจะเป็นหุ้นที่ถูก “Corner” หรือหุ้นที่ผู้บริหารและก็/หรือนักลงทุนรายใหญ่ได้ซื้อหุ้นกระทั่งหลงเหลืออยู่ในมือของนักลงทุนรายย่อยน้อยมากกระทั่งทำให้เมื่อมีคนเข้ามาซื้อหุ้นเพิ่มเติม ราคาก็จะ “กระโจน” ขึ้นไปแรงมากมาย ในเหตุการณ์อย่างนี้ ราคาหุ้นก็ชอบ “อยู่สำหรับเพื่อการควบคุม” ของคนบางบุคคลหรือบางกรุ๊ปได้
ในที่สุดในเรื่องของราคาหุ้นก็คือ ผมชอบมอง Market Cap. ของหุ้นก่อนจะเริ่มเข้าไปพินิจพิจารณา ด้วยเหตุว่าราคาตลาดของหุ้นนั้นมันบ่งถึง “ขนาด” ของธุรกิจว่ามันใหญ่ขนาดไหน ซึ่งผมก็ชอบมองว่ามันอยู่ในอุตสาหกรรมอะไร คู่แข่งขันที่มีขนาดใหญ่มี Market Cap. เยอะแค่ไหนเทียบกับขนาดของบริษัท ถ้าเกิดพบว่าบริษัทอยู่ในอุตสาหกรรมที่มิได้ใหญ่มโหฬารนักหรือยอดจำหน่ายของบริษัทก็มิได้สูงมากมายแต่ว่าค่าหุ้นของบริษัทเวลานี้สูง “เป็นหมื่นเป็นแสนล้านบาท” ผมก็จำเป็นจะต้องระวังมากมายเวลาพินิจพิจารณา หรือไม่ก็เลิกดูหรือเลิกพอใจไปเลย ด้วยเหตุว่าจังหวะที่พวกเราจะซื้อหุ้นคงมีน้อย หรือถ้าเกิดซื้อก็ได้โอกาส “ไม่ถูกอย่างแรง” สูง

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *